กรุงเทพฯ – คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันพฤหัสบดี (9 กรกฎาคม 2569) ถือเป็นจุดชี้ชะตาสำคัญสำหรับรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องจากมีการนำประเด็นเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
คำวินิจฉัยนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของรัฐบาล ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังคงเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และความจำเป็นในการลงทุนระยะยาว
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า การออก พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉินดังกล่าวเข้าข่ายเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ต้องเป็นเรื่อง “ฉุกเฉิน จำเป็น และเร่งด่วน” ตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 133 คน ได้ลงชื่อยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอสำหรับการพิจารณา
ศาลจึงยุติกระบวนการไต่สวน และกำหนดให้มีการแถลงด้วยวาจา การปรึกษาหารือ และการลงมติ ในวันพฤหัสบดี เวลา 09.00 น.
สาระสำคัญของ พ.ร.ก. ฉบับนี้คือวงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก
วงเงินส่วนแรกจำนวน 2 แสนล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาผลกระทบเร่งด่วนจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (Thais Help Thais Plus) และการเพิ่มเงินช่วยเหลือในระบบสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถรับมือกับราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นได้
ส่วนอีก 2 แสนล้านบาทถูกจัดสรรไว้เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมระบบขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาด การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในพื้นที่สาธารณะ มาตรการรับซื้อไฟฟ้าคืน และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับระบบพลังงานที่ทันสมัย
รัฐบาลได้ชี้แจงเหตุผลว่า วิกฤตราคาพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ไปจนถึงค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำหนดแนวทางหลักผ่านหลักการ “5T” ได้แก่ Target (การกำหนดเป้าหมาย), Transition (การเปลี่ยนผ่าน), Transform (การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง), Transparency (ความโปร่งใส) และ Together (ความร่วมมือกัน)
เป้าหมายคือการสนับสนุนเศรษฐกิจ เร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และสร้างฐานทางเศรษฐกิจในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลในขณะนี้คือ มาตรการใดบ้างที่ถือเป็นการรับมือวิกฤตการณ์ในทันที และมาตรการใดที่เป็นการลงทุนระยะยาวซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องใช้กลไกพิเศษอย่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)
ประเด็นที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือการจัดสรรงบประมาณก้อนที่สองจำนวน 2 แสนล้านบาท ซึ่งก่อให้เกิดข้อสงสัยว่าสามารถดำเนินการผ่านกระบวนการงบประมาณปกติได้หรือไม่
ดังนั้น ผลคำวินิจฉัยที่อาจเกิดขึ้นจึงถูกจับตามองใน 3 แนวทาง
หากศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พ.ร.ก. ดังกล่าวอาจตกไป และรัฐบาลจะต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนัก รวมถึงต้องหาแนวทางชดเชยงบประมาณส่วนที่ได้ใช้จ่ายไปแล้ว
รัฐบาลอาจต้องปรับแผนการดำเนินงาน โดยเฉพาะโครงการด้านพลังงานระยะยาว หากศาลวินิจฉัยว่ามีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่หากศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็จะมีแรงส่งในการดำเนินมาตรการเยียวยาและการลงทุนต่างๆ ต่อไป
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ความเห็นว่า แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องลาออกในกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ประเด็นเรื่องความรับผิดชอบทางการเมืองก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
นายอนุทินยืนยันว่า รัฐบาลได้ยื่นคำชี้แจงและพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างครบถ้วนแล้ว และพร้อมที่จะน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลในทุกกรณี
ดังนั้น วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569 จึงไม่ใช่เพียงวันตัดสินชะตากรรมของเงินกู้จำนวน 4 แสนล้านบาทเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่รัฐบาลของนายอนุทินต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า การใช้อำนาจทางการคลังเป็นกรณีพิเศษนี้ เป็นเครื่องมือในการนำพาประเทศฝ่าวิกฤต หรือเป็นเพียงการเดิมพันเชิงนโยบายที่อาจย้อนกลับมาสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลเสียเอง

